บทที่ 5 ความลับใต้เงาจันทร์

มหาวิทยาลัยยามค่ำคืนเงียบสงัดต่างจากตอนกลางวันลิบลับ มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟริมทางที่ส่องสว่างเป็นหย่อมๆ ฉันเดินกอดหนังสือเล่มหนาแนบอก เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อกลับไปที่หอพัก หลังจากที่ต้องอยู่ทำรายงานกลุ่มที่ห้องสมุดจนดึกดื่น

ปกติแล้วฉันมักจะกลับพร้อมข้าวหอม แต่วันนี้ยัยเพื่อนตัวดีดันติดธุระด่วนกับครอบครัว ทิ้งให้ฉันต้องเดินกลับคนเดียวในเส้นทางที่ค่อนข้างเปลี่ยว

"พรึ่บ!"

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวและรีบหันขวับไปมอง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าและความมืดมิด ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นแค่เสียงลมพัดใบไม้ แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังกลับบอกฉันว่า... มีบางอย่างผิดปกติ

ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่ง พยายามไม่หันกลับไปมองด้านหลังอีก แต่เสียงฝีเท้านั้นกลับดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ... ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เหมือนมีหลายคน!

"น้องสาว... จะรีบไปไหนจ๊ะ เดินคนเดียวมันอันตรายนะ ให้พวกพี่เดินไปส่งไหม"

เสียงแหบพร่าและยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์สามคนที่เดินออกมาจากเงามืด ขวางทางเดินของฉันเอาไว้ พวกเขาสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำและมีรอยสักเต็มตัว ท่าทางคุกคามและสายตาที่หื่นกระหายทำให้ฉันรู้ได้ทันทีว่า... นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

"ถ... ถอยไปนะ! ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย!" ฉันขู่เสียงสั่น กำหนังสือในมือแน่นจนข้อขาว

"ร้องเลยจ้ะ ร้องดังๆ เลย แถวนี้ไม่มีใครได้ยินหรอก" หนึ่งในนั้นหัวเราะร่วน ค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาฉัน "มาสนุกกับพวกพี่ดีกว่า รับรองว่าจะติดใจจนไม่อยากกลับหอเลยล่ะ"

ฉันถอยหลังหนีจนแผ่นหลังไปชนกับกำแพงอิฐของตึกเรียนที่ปิดไฟมืดสนิท ความหวาดกลัวพุ่งพล่านขึ้นมาจนน้ำตาคลอเบ้า ฉันพยายามมองหาทางหนีทีไล่ แต่พวกเขากระจายกำลังปิดล้อมฉันไว้หมดแล้ว

"อย่าเข้ามานะ!" ฉันกรีดร้องสุดเสียง เมื่อชายคนหนึ่งเอื้อมมือมาคว้าแขนฉัน

"เฮ้ย! ฤทธิ์เยอะนักนะนังนี่!"

ชายอีกคนเงื้อหมัดขึ้นเตรียมจะตบฉัน ฉันหลับตาปี๋ เตรียมรับความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น

...แต่แล้ว...

"พลั่ก!" "โอ๊ยยยย!"

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของชายที่กำลังจะทำร้ายฉัน ฉันลืมตาขึ้นด้วยความตกตะลึง และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้ฉันแทบจะหยุดหายใจ

ร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษาที่คุ้นตา กำลังยืนคร่อมร่างของชายฉกรรจ์ที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาดุดันและวาวโรจน์ราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะคร่าชีวิตทุกคนที่ขวางหน้า

'พี่อัคคี...'

เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนของเขาอีกสี่ห้าคน ที่ตอนนี้กำลังล้อมกรอบพวกนักเลงที่เหลือเอาไว้

"พวกมึง... กล้าดีมารังแกคนของกู" น้ำเสียงของอัคคีเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ เขาเตะอัดเข้าที่ชายโครงของคนที่นอนอยู่บนพื้นซ้ำอีกครั้งจนหมอนั่นกระอักเลือด

"พ... พี่อัคคี... พวกเราขอโทษครับ! พวกเราไม่รู้ว่าเด็กนี่เป็นคนของพี่!" นักเลงที่เหลือรีบยกมือไหว้ปลกๆ หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

"ไม่รู้? งั้นกูจะทำให้พวกมึงรู้เอง... จำใส่กะโหลกพวกมึงเอาไว้ว่า ผู้หญิงคนนี้... คือชีวิตของกู!"

คำประกาศกร้าวของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ มันหนักแน่น ทรงพลัง และเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งจนหัวใจของฉันกระตุกวูบ

อัคคีพยักหน้าให้เพื่อนๆ ของเขาเป็นสัญญาณจัดการ พวกเพื่อนๆ ของเขาก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มนักเลงอย่างไม่ปรานี เสียงการต่อสู้ดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นโครมคราม

อัคคีเดินตรงเข้ามาหาฉัน สายตาที่เคยวาวโรจน์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเป็นห่วง เขาถอดเสื้อช็อปของตัวเองออกแล้วคลุมไหล่ให้ฉัน ก่อนจะดึงฉันเข้าไปกอดแนบอกอย่างทะนุถนอม

"ไม่เป็นไรแล้วนะ รินลดา... พี่อยู่นี่แล้ว" เขากระซิบปลอบโยน ลูบผมฉันเบาๆ

ความอบอุ่นและกลิ่นอายที่คุ้นเคยของเขา ทำให้ความหวาดกลัวและความเข้มแข็งที่ฉันพยายามฝืนเอาไว้พังทลายลง ฉันซุกหน้าลงกับแผงอกแกร่งของเขาแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร

ฉันไม่รู้ว่าฉันร้องไห้นานแค่ไหน รู้ตัวอีกที อัคคีก็อุ้มฉันขึ้นมาในท่าเจ้าสาว แล้วพาเดินไปที่รถสปอร์ตของเขาที่จอดอยู่ไม่ไกล เขาจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันอย่างเบามือ ก่อนจะอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ

ตลอดทางกลับหอพัก ภายในรถตกอยู่ในความเงียบ ฉันเอาแต่นั่งก้มหน้ามองมือตัวเองที่ยังคงสั่นน้อยๆ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา

"ทำไมถึงเดินกลับคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้" ในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น น้ำเสียงของเขายังคงแฝงไปด้วยความหงุดหงิด

"ฉันไปทำรายงานกลุ่มมาค่ะ แล้วเพื่อนก็ติดธุระ..." ฉันตอบเสียงแผ่ว

"ทีหลังถ้าจะกลับดึก โทรหาพี่... เข้าใจไหม?" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม

"แต่ฉันไม่อยากรบกวนพี่..."

"รินลดา!" เขาเหยียบเบรกกะทันหันจนรถหยุดกึกกลางถนนที่ไร้ผู้คน เขาหันมามองหน้าฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ "เลิกพูดคำว่าเกรงใจ เลิกผลักไสพี่สักที! เธอไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าวันนี้เธอเกือบจะโดนพวกมันทำอะไรบ้าง ถ้าพี่ไปไม่ทัน... เธอจะทำยังไง!"

ฉันสะดุ้ง น้ำตาที่เพิ่งแห้งไปเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง "ฉันขอโทษ... ฉันก็แค่..."

"พี่ไม่ต้องการคำขอโทษ" เขาถอนหายใจยาว ดึงร่างฉันเข้าไปกอดอีกครั้ง "พี่แค่ต้องการให้เธอปลอดภัย... ให้เธออยู่ข้างๆ พี่... ให้พี่ได้ปกป้องเธอ"

คำพูดของเขาทำให้กำแพงในใจฉันเริ่มสั่นคลอนอย่างหนัก ผู้ชายที่ฉันเคยมองว่าอันตรายและเอาแต่ใจ ผู้ชายที่ฉันพยายามวิ่งหนีมาตลอด... กลับเป็นคนเดียวที่ก้าวเข้ามาช่วยชีวิตฉันในยามที่ฉันหวาดกลัวที่สุด

"พี่อัคคี..." ฉันเรียกชื่อเขาเบาๆ ซุกหน้าลงกับไหล่กว้างของเขา "พี่... ตามฉันมาตลอดเลยเหรอคะ"

"อืม..." เขายอมรับตรงๆ "ตั้งแต่ที่เธอเลิกเรียน พี่ก็ให้ลูกน้องคอยตามดูเธอห่างๆ พี่รู้ว่าเธอไปทำรายงาน พี่ก็เลยมารอรับ... แต่ไม่คิดว่าพวกเศษสวะนั่นจะกล้ามาตอแยเธอ"

ฉันเบิกตากว้าง เงยหน้าขึ้นมองเขา "นี่พี่... ส่งคนมาสะกดรอยตามฉันเหรอคะ!"

"ไม่ใช่สะกดรอยตาม แต่เป็นการอารักขา" เขาแก้ตัวหน้าตาย "และตอนนี้... พี่ชักจะรู้สึกว่าการอารักขาแค่นี้มันไม่พอแล้ว"

"หมายความว่ายังไงคะ" ฉันถามด้วยความระแวง

เขายิ้มร้าย นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเจ้าเล่ห์ "หมายความว่า... ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอต้องย้ายมาอยู่คอนโดพี่"

"หา!? ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ! ฉันอยู่หอพักของฉันดีแล้ว!" ฉันแหวเสียงหลง รีบผละออกจากอ้อมกอดของเขาทันที

"พี่ไม่ได้ขออนุญาต แต่พี่สั่ง" เขาพูดจบก็เหยียบคันเร่งรถมุ่งหน้าตรงไปยังหอพักของฉัน

"พี่อัคคี พี่จะบ้าเหรอคะ! เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ทำไมฉันต้องไปอยู่กับพี่ด้วย!" ฉันโวยวายตลอดทาง แต่เขาก็เอาแต่ทำหูทวนลม ไม่สนใจคำคัดค้านของฉันเลยแม้แต่น้อย

เมื่อรถมาจอดที่หน้าหอพัก อัคคีก็ลงจากรถแล้วเดินมาเปิดประตูให้ฉัน เขาคว้าข้อมือฉันไว้แน่นแล้วลากฉันเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักของฉัน

"พี่จะทำอะไรคะ ปล่อยฉันนะ!"

"เก็บของไง" เขาตอบสั้นๆ เมื่อมาถึงหน้าห้อง เขาถือวิสาสะล้วงกุญแจในกระเป๋าเสื้อฉันออกมาไขประตู แล้วลากฉันเข้าไปด้านใน

"ฉันไม่ย้าย! ฉันจะอยู่ที่นี่!" ฉันยืนกรานเสียงแข็ง ขวางประตูตู้เสื้อผ้าเอาไว้

อัคคีถอนหายใจยาว เดินเข้ามาใกล้ฉันจนฉันต้องถอยไปชิดตู้ "รินลดา... เธอคิดว่าพวกที่มาดักทำร้ายเธอวันนี้เป็นแค่นักเลงกระจอกๆ ธรรมดาเหรอ?"

"ม... หมายความว่ายังไงคะ"

"พวกมันเป็นคนของ 'ไอ้สิงห์' คู่อริของพี่" เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มันรู้ว่าพี่ตามจีบเธอ มันก็เลยกะจะใช้เธอเป็นเครื่องมือมาข่มขู่พี่... ถ้าเธอยังอยู่ที่นี่คนเดียว พวกมันต้องกลับมาอีกแน่ และครั้งหน้า... พี่อาจจะไปช่วยเธอไม่ทัน"

ฉันหน้าซีดเผือด ความหวาดกลัวกลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง เรื่องราวของมาเฟียและการแก้แค้นที่ฉันเคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องไกลตัว บัดนี้มันได้คืบคลานเข้ามาในชีวิตฉันแล้วจริงๆ

"แต่... ถ้าฉันไปอยู่กับพี่... มันก็ยิ่งเป็นการประกาศให้พวกนั้นรู้ไม่ใช่เหรอคะว่าฉันเป็นจุดอ่อนของพี่" ฉันแย้งเสียงสั่น

"ใช่" เขายอมรับ "แต่ถ้าเธออยู่กับพี่ อยู่ในสายตาพี่ตลอดเวลา... พี่รับรองได้ว่า จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ"

สายตาที่มุ่งมั่นและจริงจังของเขา ทำให้ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น และฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมทำตามที่เขาบอก เพราะถ้าฉันยังดื้อดึงอยู่ที่นี่... ชีวิตของฉันคงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ฉันยอมถอยออกมาจากตู้เสื้อผ้า ปล่อยให้เขาจัดการเก็บข้าวของที่จำเป็นใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็กให้

"เสร็จแล้ว ไปกันเถอะ" เขาพูดพลางสะพายกระเป๋าของฉันขึ้นบ่า แล้วจูงมือฉันเดินออกจากห้อง

ฉันเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ ความรู้สึกสับสนและว้าวุ่นตีรวนอยู่ในใจ นี่ฉันกำลังจะย้ายไปอยู่กับผู้ชายที่ฉันพยายามวิ่งหนีมาตลอดจริงๆ เหรอเนี่ย...

และที่สำคัญ... การก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของเขา โลกที่เต็มไปด้วยอันตรายและความลับ... มันจะทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปตลอดกาลหรือไม่

ฉันทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา... ฉันได้แต่ภาวนาว่า... การตัดสินใจครั้งนี้ จะไม่ใช่การพาตัวเองเดินเข้าสู่กรงเล็บของราชสีห์ที่ไม่มีวันหนีรอดออกมาได้อีก.

บทก่อนหน้า
บทถัดไป